Integrated Participatory Processes and Mechanisms for Managing Wildfires and PM2.5 in Mae Hong Son Province: Analysis and Suggestions

รูปแบบกระบวนการและกลไกการมีส่วนร่วมแบบบูรณาการเพื่อการจัดการปัญหาไฟป่าและ PM2.5 จังหวัดแม่ฮ่องสอน : การวิเคราะห์และข้อเสนอเชิงนโยบาย

จังหวัดแม่ฮ่องสอนเผชิญกับวิกฤตการณ์ไฟป่าและฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ที่มีลักษณะเฉพาะและรุนแรงที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ ซึ่งแตกต่างจากจังหวัดอื่นอย่างมีนัยสำคัญ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่จำนวนจุดความร้อน (Hotspot) เพียงอย่างเดียว แต่หยั่งรากลึกอยู่ในบริบททางภูมิศาสตร์ที่ทุรกันดารอย่างยิ่ง ซึ่งทำให้การเข้าถึงเพื่อดับไฟของหน่วยงานภาครัฐเป็นไปได้ยากและไร้ประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ปัญหายังถูกซ้ำเติมจากปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้อย่างหมอกควันข้ามแดน และที่สำคัญที่สุดคือ ความไม่สอดคล้องกันระหว่างนโยบาย “ห้ามเผาโดยสิ้นเชิง” ของรัฐ กับวิถีชีวิตการเกษตรแบบ “ไร่หมุนเวียน” และภูมิปัญญาในการจัดการไฟตามจารีตประเพณีของชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของจังหวัด

การดำเนินงานที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นว่า โมเดลการจัดการแบบรวมศูนย์สั่งการจากบนลงล่าง (Top-down) ไม่สามารถตอบสนองต่อความท้าทายที่ซับซ้อนนี้ได้ ในทางกลับกัน พื้นที่ที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการจัดการปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพกลับเป็นพื้นที่ที่ชุมชนมีความเข้มแข็งและมีกลไกการจัดการทรัพยากรของตนเอง

รายงานฉบับนี้จึงนำเสนอ “โมเดลแม่ฮ่องสอนสามัคคี: กรอบธรรมาภิบาลแบบพหุศูนย์กลางที่หยั่งรากในวัฒนธรรม” ซึ่งเป็นรูปแบบกระบวนการและกลไกการมีส่วนร่วมที่ออกแบบมาเพื่อจังหวัดแม่ฮ่องสอนโดยเฉพาะ โดยมีข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์ที่แตกต่างจากจังหวัดอื่นอย่างสิ้นเชิง คือ การเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการ “ควบคุมไฟ” (Fire Control) ที่พิสูจน์แล้วว่าล้มเหลว ไปสู่การ “บริหารจัดการไฟร่วมกัน” (Co-Fire Management) โมเดลนี้มุ่งเน้นการเสริมสร้างพลังอำนาจให้แก่ชุมชนชาติพันธุ์ในฐานะ “ผู้จัดการหลักในพื้นที่” (Primary Manager) และปรับเปลี่ยนบทบาทของภาครัฐไปสู่การเป็น “ผู้อำนวยความสะดวกและผู้สนับสนุนทรัพยากร” (Facilitator Resource Provider)

หัวใจสำคัญของโมเดลนี้คือการจัดตั้ง “สภาจารีตป่าต้นน้ำ” ซึ่งเป็นกลไกการตัดสินใจร่วมที่ผนวกผู้นำตามจารีตเข้ากับโครงสร้างทางการ, การยอมรับและบริหารจัดการ “ไฟดี” (การเผาในไร่หมุนเวียนอย่างมีการควบคุม) ผ่าน “ปฏิทินวัฒนธรรม” ควบคู่ไปกับการป้องกัน “ไฟร้าย” (ไฟป่าที่ควบคุมไม่ได้) โดย “เครือข่ายพิทักษ์ป่าชาติพันธุ์” และการสร้างแรงจูงใจผ่าน “กองทุนพัฒนาอาชีพ และแบ่งปันผลประโยชน์” ที่เชื่อมโยงความสำเร็จในการดูแลป่าเข้ากับโอกาสทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนผลที่คาดว่าจะได้รับคือการลดลงของไฟป่าที่ควบคุมไม่ได้ซึ่งเป็นต้นตอของความเสียหายรุนแรง, การสร้างความมั่นคงทางอาหารและวิถีวัฒนธรรมของชุมชน, และการพัฒนาระบบนิเวศการจัดการปัญหาที่ทุกภาคส่วนทำงานร่วมกันอย่างเป็นหุ้นส่วน นำไปสู่การแก้ไขปัญหาไฟป่าและ PM2.5 ของจังหวัดแม่ฮ่องสอนได้อย่างยั่งยืนและเป็นธรรม

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *