Integrated Participatory Processes and Mechanisms for Managing Wildfires and PM2.5 in Lamphun Province: Analysis and Suggestions

รูปแบบกระบวนการและกลไกการมีส่วนร่วมแบบบูรณาการเพื่อการจัดการปัญหาไฟป่าและ PM2.5 จังหวัดลำพูน : การวิเคราะห์และข้อเสนอเชิงนโยบาย

การจัดการปัญหาไฟป่าและฝุ่นควันของจังหวัดลำพูนในปี 2568 เผชิญกับสถานการณ์ที่ซับซ้อน แม้ว่าจำนวนจุดความร้อน (Hotspot) โดยรวมจะลดลง 8.16% และคุณภาพอากาศมีแนวโน้มดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยจำนวนวันที่มีค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) เกินค่ามาตรฐานลดลงถึง 58% ในพื้นที่อำเภอลี้ แต่ในทางกลับกันพื้นที่เผาไหม้ (Burn Area) กลับเพิ่มสูงขึ้นอย่างน่ากังวลถึง 63.56% ปรากฏการณ์นี้ชี้ให้เห็นถึงพลวัตของปัญหาที่เปลี่ยนแปลงไป กล่าวคือ แม้ความถี่ในการเกิดไฟอาจลดลง แต่เมื่อเกิดไฟขึ้นแต่ละครั้งกลับมีความรุนแรงและลุกลามเป็นวงกว้างกว่าเดิม สะท้อนถึงความท้าทายในด้านขีดความสามารถในการเตรียมความพร้อมและตอบสนองต่อเหตุการณ์เพื่อจำกัดวงความเสียหาย

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความท้าทายดังกล่าว ได้ปรากฏต้นแบบความสำเร็จที่ชัดเจนในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่ปิง เขตอำเภอลี้ ซึ่งสามารถลดจำนวนจุดความร้อนลงได้ถึง 91.5% ปัจจัยสำคัญของความสำเร็จนี้คือ การบูรณาการระหว่างมาตรการทางกฎหมายกับการสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ โดยมีการสนับสนุนงบประมาณเพื่อจ้างงานคนในชุมชนซึ่งเดิมมีวิถีชีวิตพึ่งพิงป่า ให้เปลี่ยนบทบาทมาเป็นกำลังสำคัญในการเฝ้าระวังและป้องกันไฟป่า ความสำเร็จนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าแนวทางการเปลี่ยน “ผู้สร้างปัญหา” ให้เป็น “ผู้แก้ไขปัญหา” โดยมีผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมเป็นแรงจูงใจ คือหัวใจสำคัญของการจัดการปัญหาที่ยั่งยืน

รายงานฉบับนี้จึงนำเสนอรูปแบบกระบวนการและกลไกการทำงานแบบบูรณาการภายใต้ชื่อ “ลำพูนร่วมใจ ฟ้าใสยั่งยืน” ซึ่งเป็นกรอบการทำงานที่มุ่งเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการที่ “รัฐเป็นผู้จัดการ” ไปสู่การที่ “รัฐเป็นผู้อำนวยความสะดวกและสนับสนุนให้ชุมชนจัดการตนเอง” โดยถอดบทเรียนความสำเร็จจากอุทยานแห่งชาติแม่ปิงมาเป็นต้นแบบ และปรับกลยุทธ์ให้มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหา “พื้นที่เผาไหม้” เป็นหลัก โมเดลนี้ประกอบด้วย 6 องค์ประกอบหลักที่ทำงานเชื่อมโยงกัน ได้แก่ (1) กลไกการกำกับดูแลและตัดสินใจร่วม (2) กลไกการปฏิบัติการร่วมในพื้นที่ (3) กลไกข้อมูลและเทคโนโลยีเพื่อการมีส่วนร่วม (4) กลไกการสื่อสารและสร้างความตระหนักร่วม (5) กลไกการติดตามและประเมินผลร่วม และ (6) กลไกสร้างแรงจูงใจและการสนับสนุนทรัพยากร โดยมีหัวใจสำคัญคือการยกระดับศักยภาพของชุมชนในการ “ดับไฟให้เร็ว สกัดไฟให้อยู่” ผ่าน “ชุดปฏิบัติการเฝ้าระวังและดับไฟป่าเคลื่อนที่เร็ว” ควบคู่ไปกับการจัดการเชื้อเพลิงเชิงรุกเพื่อลดความรุนแรงของไฟ

ผลที่คาดว่าจะได้รับจากการนำโมเดลนี้ไปปรับใช้ คือการลดลงของพื้นที่เผาไหม้ซึ่งเป็นความท้าทายหลัก การสร้างความเป็นเจ้าของร่วมกันในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ และการพัฒนา ระบบนิเวศการจัดการปัญหาที่ทุกภาคส่วนทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ นำไปสู่การแก้ไขปัญหาไฟป่าและ PM2.5 ของจังหวัดลำพูนได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *